หลายคนอาจเคยรู้สึก “มือชา” หรือ “เท้าชา” บางครั้งเป็นระยะเวลาสั้นๆ แล้วก็หายไปเองอย่างรวดเร็ว แต่มีบางครั้งที่อาการเหล่านี้อาจกลายเป็นสิ่งที่รบกวนชีวิตประจำวันมากขึ้น จนเริ่มสร้างความกังวลใจ แล้วอาการชาเหล่านี้มันเกิดจากอะไร? และเมื่อไรที่เราควรใส่ใจ?
ทำไมมือเท้าชา ขาดวิตามินอะไร?
อาการชามักเกิดจากการที่เส้นประสาทถูกกดทับ ทำให้การส่งสัญญาณประสาทถูกรบกวน ส่งผลให้เลือดไม่สามารถส่งไปเลี้ยงที่เส้นประสาทที่ถูกกดทับอยู่ จนทำให้เรารู้สึกชา ร้อนวูบวาบ หรือเสียวซ่านในบริเวณนั้นๆ ซึ่งสาเหตุที่พบได้บ่อยมีดังนี้
-
ร่างกายขาดวิตามินบี 12
วิตามินบี12 มีบทบาทสำคัญในการบำรุงระบบประสาท หากร่างกายขาดวิตามินชนิดนี้ อาจทำให้เกิดอาการชาได้ เนื่องจากเส้นประสาทไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการขาดวิตามินบี 12 เช่น ผู้ที่รับประทานอาหารมังสวิรัติ อาจจำเป็นต้องเสริมวิตามินเพื่อป้องกันอาการชา
-
การกดทับเส้นประสาท
การกดทับเส้นประสาทเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยในกรณีที่เรานั่งหรือนอนในท่าที่ไม่เหมาะสม หรือบางครั้งอาจเกิดจากปัญหาทางโครงสร้างร่างกาย เช่น โรคหมอนรองกระดูกเคลื่อน ทำให้เกิดการกดทับเส้นประสาทที่คอหรือหลัง ส่งผลให้เกิดอาการชาที่มือหรือเท้าตามมาได้
-
โรคเบาหวาน
ผู้ที่มีโรคเบาหวานมักมีอาการชาที่มือและเท้า เนื่องจากการทำลายเส้นประสาทจากระดับน้ำตาลในเลือดที่สูง ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานจึงต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันอาการมือชา เท้าชา
-
ภาวะปลายประสาทอักเสบ
เป็นภาวะที่เกิดจากการทำงานผิดปกติของเส้นประสาทที่มือและเท้า อาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น การได้รับอุบัติเหตุ การติดเชื้อ การได้รับสารพิษ หรือโรคเรื้อรัง ซึ่งควรได้รับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์เพื่อหาสาเหตุและวิธีรักษาที่เหมาะสม
-
ภาวะเลือดไหลเวียนไม่ดี
การขาดการไหลเวียนของเลือดไปยังปลายมือหรือเท้าอาจทำให้เกิดอาการชาได้ โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับหัวใจหรือหลอดเลือด ซึ่งส่งผลให้เกิดการไหลเวียนของเลือดที่ไม่ได้ประสิทธิภาพที่เพียงพอ
-
ชาจากภาวะเลือดสมองตีบหรือแตก
โดยจะพบว่ามีอาการชาร่วมกับอ่อนแรงครึ่งซีก หากพบอาการเหล่านี้ควรรีบพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยและทำการรักษาที่ทันท่วงที
อาการมือเท้าชา สัญญาณที่บ่งบอกเตือนร่างกาย
อาการ “ชา” ที่เกิดขึ้นกับมือหรือเท้านั้น มักจะเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการขาดเลือดหรือเกิดปัญหาการส่งสัญญาณประสาทไปยังบริเวณนั้นๆ อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกครั้งที่มือหรือเท้าชาจะเป็นอาการที่อันตราย แต่เราต้องสังเกตความถี่และสาเหตุที่อาจนำไปสู่อาการเหล่านี้
โดยทั่วไป อาการชาที่เกิดขึ้นเพียงชั่วคราว อาจเกิดจากการนั่งทับขาหรือวางแขนในท่าที่ทำให้เลือดไหลเวียนได้ไม่ดี เมื่อเราปรับเปลี่ยนท่าทางแล้ว อาการชาก็จะหายไป แต่หากคุณมีอาการชาเป็นเวลานาน ชาไม่หาย หรือเกิดขึ้นบ่อยๆ โดยไม่มีสาเหตุชัดเจน นั่นอาจเป็นสัญญาณของโรคที่อาจซ่อนอยู่
วิธีดูแลและป้องกันอาการมือเท้าชา
-
รับประทานอาหารที่มีวิตามินบี 12
การเลือกรับประทานอาหารที่มีวิตามินบี 12 สูง เช่น ไข่ นม เนื้อสัตว์ ปลา และธัญพืช จะช่วยลดโอกาสในการเกิดอาการมือชา เท้าชาได้ นอกจากนี้ การทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูงจะช่วยในการผลิตเม็ดเลือดแดง ช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น
-
ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
การออกกำลังกายช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดี และช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาทและการไหลเวียนของเลือด เพียงแค่การเดิน การยืดเหยียด และการออกกำลังกายที่เน้นกล้ามเนื้อหัวใจ ก็สามารถช่วยลดอาการชาได้
-
ปรับพฤติกรรมการนั่งและนอน
การปรับเปลี่ยนท่านั่งหรือท่านอนให้ถูกต้อง เช่น หลีกเลี่ยงการนั่งทับขานานๆ หรือการนอนทับแขน จะช่วยลดการกดทับเส้นประสาทที่อาจเป็นสาเหตุของอาการชา
-
ตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ
การตรวจสุขภาพประจำปีสามารถช่วยให้คุณรับรู้ถึงปัญหาทางสุขภาพที่อาจเป็นสาเหตุของอาการชาได้ตั้งแต่ระยะแรกๆ ทำให้สามารถป้องกันและรักษาได้ทันเวลา
สรุป
มือเท้าชา อาจดูเป็นเพียงอาการเล็กน้อยหรือแค่ชั่วคราว แต่ในความเป็นจริงอาการชาอาจเป็นสัญญาณที่ร่างกายของเรากำลังส่งสัญญาณเตือนของปัญหาสุขภาพที่ซ่อนอยู่ในร่างกาย หากได้รับการดูแลและให้ความสำคัญกับการดูแลตนเองอย่างถูกต้อง ก็สามารถป้องกันก่อนที่จะเจอกับอาการชาได้ และหากพบอาการชาบ่อยครั้ง ชาไม่หายไป หรือมีความผิดปกติร่วมกับอาการชา ควรพบแพทย์เพื่อรับคำแนะนำและตรวจหาเพื่อสาเหตุของอาการดังกล่าว






